บทที่ 1 เรื่อง การเผยแผ่ศาสนากับประเทศเพื่อนบ้าน

      การเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการนับถือพระพุทธศาสนาของประเทศเพื่อนบ้าน

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการนับถือพระพุทธศาสนาของประเทศเพื่อนบ้าน
1.     การเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการนับถือพระพุทธศาสนาของประเทศเพื่อนบ้าน

1.1  พระพุทธศาสนาในประเทศสหภาพพม่า

            สันนิษฐานว่าพระพุทธศาสนาได้เข้ามาในประเทศพม่า สมัยเดียวกับประเทศไทย คือ ประมาณก่อน พ.ศ. 300  โดยพระเจ้าอโศกมหาราช ได้ส่งสมณฑูต คือ พระโสณะและพระอุตระ เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ  ประมาณ  พ.ศ. 234 – 235 

            พระพุทธศาสนาที่เข้ามาในระยะแรกเป็นแบบนิกายเถรวาท หรือหินยาน  ประดิษฐานอยู่ในพม่าใต้ คือ มอญในครั้งนั้น  มีเมืองหลวงคือเมืองสะเทิมหรือสุธรรมบุรี   ส่วนพม่าเหนือมีเมืองพุกามเป็นเมืองหลวง  ได้รับเอาพระพุทธศาสนาแบบมหายาน หรืออาจริยวาทซึ่งเผยแผ่มาจากแคว้นเบงกอลและโอริสสาของอินเดีย

            ประมาณพุทธศตวรรษ  ที่ 16 (พ.ศ. 1587)  พระเจ้าอนุรุทธมหาราช หรือ อโนรธามังช่อ)  ขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงรวบรวมดินแดนของพม่าให้เป็นแผ่นดินเดียวกัน  และทรงสถาปนาเมืองพุกามขึ้นเป็นธานี  และพระองค์ทรงศรัทธาเลื่อมในในนิกายเถรวาทมากกว่ามหายาน  จึงได้ส่งพระราชสาสน์ไปถึงพระเจ้ามนูหะ ผู้ครองเมืองสุธรรมวดี ทูลขอพระไตรปิฏกไปยังเมืองพุกามแต่ว่าพระเจ้ามนูหะไม่ยินยอม  จึงเกิดการสู้รบกัน และพระเจ้าอนุรุทธะทรงชนะแล้วได้ทำลายเมืองสุธรรมวดี และนำพระสงฆ์มอญและพระไตรปิฎกขึ้นไปเมืองพุกาม   ส่งผลให้พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้แผ่ขยายไปทั่วอาณาจักรพม่านับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

            ใน  พ.ศ. 1733  ในสมัยพระเจ้านรปติสิทธุ  ได้ส่งพระภิกษุสามเณรไปนำเอาพระพุทธศาสนาแบบลังกามาเผยแผ่ในพม่า พ.ศ.1827 – 1830 พม่าถูกรุกรานจากพวกมองโกล   ทำให้อาณาจักรต่างๆ แยกตัวเป็นอิสระ  โดยเฉพาะมอญ พระพุทธศาสนาจึงเสื่อมลง 

            สมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์  (พ.ศ. 2003 – 2004)  ขึ้นครองราชย์  ได้เริ่มฟื้นฟูพระพุทธศาสนาใหม่  ได้ส่งพระสงฆ์และฆราวาสเดินทางไปลังกา  แล้วไปบวชใหม่ และนำพระพุทธศาสนากลับมาเมืองพม่าอีก   หลังจากนั้นพระพุทธศาสนาในพม่าก็มีความเจริญและเสื่อมลงสลับกันไปตามเหตุการณ์บ้านเมือง          

            พระพุทธศาสนาได้รับการทำนุบำรุงอีกครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้ามินดง  (พ.ศ. 2395 – 2420)  พระองค์ได้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการการทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 5  ณ เมืองมัณฑเลย์ และให้จารึกพระไตรปิฎกลงบนแผ่นหินอ่อน และทำสถูปครอบไว้  ซึ่งขณะนี้ยังปรากฏอยู่ที่เชิงเขาเมืองมัณฑะเล

            พ.ศ. 2429  พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ สถาบันกษัต-ริย์ถูกล้มลง ส่งผลให้พระพุทธศาสนาได้รับการกระทบกระเทือนไปด้วย  แต่ว่าชาวพม่าก็ยังเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอยู่

            พ.ศ. 2491  พม่าได้รับเอกราช  พระพุทธศาสนาได้รับการทะนุบำรุง   

             พ.ศ. 2493  ได้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎก  โดยอาราธนาพระจากประเทศอินเดีย ลังกา เนปาล ไทย กัมพูชา ลาว และปากีสถาน  ไปทำสังคายนาร่วมกับพระสงฆ์พม่าอีก  500  รูป

            พ.ศ. 2504  รัฐบาลออกกฎหมายรับรองให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ตั้งแต่นั้นมา
1.2  พระพุทธศาสนาในประเทศราชอาณาจักรกัมพูชา

แรกเดิมชาวกัมพูชานับถือศาสนาพราหมณ์และฮินดู และมานับถือพระพุทธศาสนาทีหลัง  พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้ามาสู่ประเทศกัมพูชา ราวพุทธศตวรรษที่ 8 ในช่วงอาณาจักรฟูนันกำลังรุ่งเรือง โดยได้รับเอานิกายมหายานมานับถือ เพราะในสมัยนั้นได้มีการติดต่อค้าขายกับประเทศจีนและอินเดีย จึงได้รับอิทธิพลศาสนามหายานมาด้วย หลังจากอาณาจักรฟูนันสิ้นอำนาจลง อาณาจักรเจนละ  ได้เข้ามามีอำนาจและรุ่งเรือง แต่ว่ายังนับถือศาสนาฮินดูอยู่

            พระพุทธศาสนาได้เข้ามาสู่อาณาจักรกัมพูชาในสมัยพระเจ้าชัยวรมัน  (พ.ศ. 1021 – 1057)  เป็นครั้งแรก แต่ว่าไม่ได้รับการนับถือเต็มที่ เพราะยังมีการนับถือศาสนาพราหมณ์อยู่ พระพุทธศาสนาและศาสนาพรามหณ์ได้รับการนับถือคู่กันมีความเจริญและความเสื่อมไม่คงที่ อยู่ที่กษัตริย์ในสมัยนั้นจะทรงนับถือศาสนาใด  พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5  (พ.ศ. 1511 – 1544)  โดยมีการส่งเสริมการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนาและได้นำคัมภีร์จากต่างประเทศมาสู่อาณาจักรเป็นจำนวนมาก

            ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่  1  (พ.ศ. 1545 – 1593)  ทรงนับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายานที่ได้รับอิทธิพลจากนครศรีธรรมราชอย่างเคร่งครัด    จนถึงในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่  7  ( พ.ศ. 1724 – 1761) ประมาณพุทธศตวรรษที่  18  พระพุทธศาสนาแบบมหายานได้เจริญรุ่งเรืองเต็มที่  ให้สร้างวัดมหายาน  ทรงตั้งลัทธิพุทธราชแทนลัทธิเทวราช  ให้สร้างนครธม เป็นราชธานี  ให้สร้างวิหาร        “ปราสาทบายน”   ให้สร้างพระพุทธรูปชื่อว่า “พระชัยพุทธมหานาถ” ประดิษฐานไว้ตามเมืองต่าง ๆ  ทั่วราชอาณาจักร  ทรงนิมนต์พระสงฆ์เข้าไปบิณฑบาตในพระราชวังทุกวัน ๆ  ละ  400  รูป

            เมื่อสิ้นยุคยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้ว พระพุทธศาสนามหายานได้เสื่อมลง และพระพุทธศาสนาหินยาน ได้เจริญเข้ามาแทนที่

            พ.ศ. 2384   ในสมัยพระเจ้าหริรักษ์รามาธิบดี   ได้นำนิกายธรรมยุติจากเมืองไทยไประดิษฐาน  ได้จักตั้งโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรมชั้นสูงในกรุงพนมเปญ  ที่ชื่อว่า  “ศาลาบาลีชั้นสูง” 

พ.ศ. 2410  กัมพูชา  ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส พระพุทธศาสนาได้เสื่อมลง 

พ.ศ. 2497  กัมพูชา  ได้รับเอกราชในสมัยพระเจ้านโรดมสีหนุ  พระพุทธศาสนาได้เริ่มต้นขึ้นอีก  และได้ประกาศเป็นศาสนาประจำชาติ

            หลังจากนั้นกัมพูชาได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองกองทัพคอมมิวนิสต์  พระพุทธศาสนาจึงได้ถึงภาวะวิกฤตอีก ด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองไม่มีความสงบสุข  พระพุทธศาสนาในประเทศกัมพูชา จึงไม่ได้รับการเอาใจใส่อย่างเต็มที่
1.3  พระพุทธศาสนาในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

            จากการสันนิษฐาน  พระพุทธศาสนานิกายมหายานได้เข้ามาสู่ประเทศลาวในตอนแรก  ราวพุทธศตวรรษที่ 7  (นิกายตันตระ)  มีการนับถือผีสาง  ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากจีน  เมื่อถึงสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มขึ้นครองราชย์ (พ.ศ. 1890)  เป็นกษัตริย์องค์แรก  พระองค์ได้รับเอาพระพุทธศาสนามาจากกัมพูชามานับถือ  โดยได้ไปรับราชการอยู่ในราชสำนักของพระเจ้ากรุงอินทปัตถ์ของขอม (พระเจ้าศรีจุลราช) แล้วได้อภิเษกสมรสกับพระราชธิดาของพระองค์ คือพระนางแก้วยอดฟ้า  ซึ่งนับถือพุทธแบบเถรวาท  เมื่อย้ายมาอยู่อาณาจักรล้านช้าง  พระนางเห็นชาวเมืองนับถือบูชาลัทธิผีสางเทวดา  จึงให้เจ้าฟ้างุ้มไปทูลขอพระสงฆ์ผู้แตกฉานในพระธรรมและพระไตรปิฎกจากกัมพูชามาเผยแผ่ในราชอาณาจักรลาว

            พระเจ้ากัมพูชา  ได้ทรงส่งพระมหาปาสมัตเถระและพระมหาเทพลังกากับพระสงฆ์อีก  20 รูปและนักปราชญ์ผู้เรียนจบพระไตรปิฎกอีก  3  คน และพระราชทานพระพุทธรูป  “พระบาง”  และหน่อพระศรีมหาโพธิ์  และช่างหล่อพระพุทธรูปไปมาถวายเจ้าฟ้างุ้มด้วย  แต่นั้นมาพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้เจริญอยู่ในประเทศลาว และได้เป็นศาสนาประจำชาติ   กษัตริย์ลาวแต่นั้นมาได้ทรงเอาใจใส่ต่อพระพุทธศาสนาสืบต่อกันมา  โดยได้สร้างวัดและโรงเรียน หอสมุดเกี่ยวกับการค้นคว้าพระไตรปิฎกหลายแห่ง

            ในสมัยรัชกาลของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช  (พ.ศ. 2091 – 2114 )  เป็นกษัตริย์มหาราชองค์ที่ 2  ของลาว  พระพุทธศาสนาได้รุ่งเรืองสุดขีด  พระองค์ได้โปรดให้สร้างศาสนสถานมากมาย เช่น  พระธาตุหลวง  พระธาตุบังพวน ที่ จ.หนองคาย  พระธาตุศรีสองรัก จ. เลย  พระธาตุศรีโคตรบูรที่แขวงคำม่วน พระธาตุอิงรัง  ที่แขวงสุวรรณเขต  วัดพระธาตุ  และวัดศรีเมือง จ.หนองคาย  และทรงปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม และได้สร้างพระพุทธรูปอีกหลายองค์ เช่น พระเจ้าองค์ตื้อ ที่เวียงจันทน์  พระเจ้าองค์ตื้อ ที่ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย พระเสริม  พระสุก  และพระใส  พระอินทร์แปลง  พระอรุณ  พระองค์แสน    กล่าวได้ว่าศาสนสถานที่ลาวได้สร้างขึ้นในสมัยพระองค์ทั้งนั้น หลังจากรัชสมัยพระเจ้าไชยเชษฐา   พระพุทธศาสนาเป็นไปตามปกติ พ.ศ. 2436  ลาวตกอยู่ในความปกครองของฝรั่งเศส  พระพุทธศาสนาก็ตกอยู่ในสถานะที่เสื่อมโทรมไปบ้าง  พ.ศ. 2492  ลาวได้รับเอกราช พระพุทธศาสนาจึงได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีก

            ประเทศไทยกับลาวมีความสัมพันธ์กัน ประเพณีวัฒนธรรมทางศาสนามีความเหมือนกัน  แต่ว่าเหตุการณ์ในประเทศลาวไม่ค่อยมีความสงบสุข  พระพุทธศาสนาก็ไม่ได้รับการนับถือ แต่ว่าคนลาวก็ไม่ทิ้งพระพุทธศาสนา ฯ

1.4  พระพุทธศาสนาในประเทศสาธารณรัฐสังคมเวียดนาม

            พระพุทธศาสนาในประเทศเวียดนามได้รับการเผยแผ่มาจากประเทศจีน  ในพุทธศตวรรษที่  8   เป็นนิกายมหายาน  โดยการสัมพันธ์กันมายาวนาน  แต่ว่าไม่นิยมเป็นที่นับถือมากนัก

            พ.ศ. 1512  พระเจ้าดินห์โงดินห์   ขึ้นครองราชย์  พระพุทธศาสนามหายานได้รับการฟื้นฟูอย่างแพร่หลาย   มาถึงราชวงศ์ดินห์  ราชวงศ์ลี  ราชวงศ์เล   มหายานเจริญเต็มที่ เพราะได้รับอิทธิพลมาจากพระสงฆ์ที่ทรงมีความรอบรู้วิชาการต่าง ๆ เช่น กฎหมาย  วรรณคดี  รัฐศาสตร์  จริยศาสตร์  ปรัชญา  โหราศาสตร์  แพทยศาสตร์  ประชาชนจึงมีความเคารพศรัทธาในพระสงฆ์เป็นอย่างสูง

            มาถึงราชวงศ์ตรัน  เวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของจีน  ได้นำลัทธิขงจื้อและลัทธิเต๋ามาเผยแผ่ ทำให้มหายานเสื่อมลง  มีการขัดขวางการเผยแผ่มหายาน  สั่งทำให้รื้อทำลายวัดวิหารและยึดคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

            ในราชวงศ์เล (ตอนปลาย)  พระพุทธศาสนามั่วหมองมากขึ้น  เพราะพระภิกษุไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง  และพระกษัตริย์ไม่ได้เอาใจใส่ฟื้นฟูพระพุทธศาสนา  ทำให้ประชาชนหมดศรัทธาไป  ช่วงราชวงศ์ตรินห์  เวียดนามได้แย่งชิงอำนาจกัน  และได้นำพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือ  มีการใช้เวทย์มนต์คาถาและอภินิหารแข่งกัน

            ภายหลังได้รับเอาพุทธศาสนานิกายหีนยานจากกัมพูชา จึงปรากฏว่าในเวียดนามมีพระพุทธศาสนาทั้งนิกายมหายานและหีนยาน

            พ.ศ. 2426 เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ถูกบังคับให้ไปนับถือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

            แต่นั้นมาพระพุทธศาสนาจงเสื่อมไปจากเวียดนาม  เพราะความวุ่นวายทางการเมือง และภาวะสงครามซึ่งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาฯ
1.5  พระพุทธศาสนาในประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้ามาสู่ประเทศอินโดนีเซีย  ในคราว พุทธศตวรรษที่ 3 ครั้งที่พระเจ้าอโศกมหาราช ส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาในแถบสุวรรณภูมิ ช่วงแรกเป็นนิกายแบบเถรวาท

            พระพุทธศาสนาปรากฏชัดเจนในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12  เพราะได้เกิดอาณาจักรศรีวิชัย ตั้งแต่ทางภาคใต้ของไทย รวมทั้งประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซียทั้งหมด  อาณาจักรนี้  นับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายานอย่างแพร่หลาย เพราะได้พบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับนิกายนี้มากมาย เช่นรูปพระโพธิสัตว์   พุทธศตวรรษที่ 19 อาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมลง  ศาสนาฮินดูเข้ามาเจริญรุ่งเรืองแทน 

            ต่อจากนั้นพระครอบครองอาณาจักร ทรงมีศรัทธาในศาสนาอิสลามมาก ทรงประกาศห้ามศาสนาอื่นมาเผยแผ่และประกาศให้ศาสนา อิสลามเป็นศาสนาประจำชาติของชาวอินโดนีเซียมาถึงปัจจุบัน

            แต่ว่ายังมีประชาชนนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทหรือหินยานอยู่ โดยมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งชาวชวามีความเลื่อมใสในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาได้ไปอุปสมบทในพม่าเมื่อ  พ.ศ. 2497  นาม     “พุทธรักขิต”  แล้วกลับไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในชวา  เกาะสุมาตรา  เซลีเบสและเกาะบาหลี  แบบเถรวาท  ทั้งได้นิมนต์พระไทย กัมพูชา พม่า และลังกา ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา และได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาร่วมกันที่พุทธวิหารโบโรพุทโธ 
1.6  พระพุทธศาสนาในประเทศมาเลเซีย

            พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่มาเลเซีย  ช่วงพุทธศตวรรษที่  3  เช่นเดียวกับไทย  ช่วงแรกเป็นแบบเถรวาท  หลังจากได้เกิดอาณาจักรอาณาจักรศรีวิชัย  จึงได้รับนิกายมหายานเข้าไปเผยแผ่

            พ.ศ. 1837  พ่อขุนรามคำแหงมหาราช แห่งอาณาจักรไทย ได้แผ่อาณาจักรไปทางภาคใต้ของไทย จึงได้นำพระพุทธศาสนาแบบไทยไปเผยแผ่ด้วย แต่ว่าไม่ได้รับความสนใจนัก เพราะประชาชนยังนับถือพระพุทธศาสนามหายานอยู่

            นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20  เป็นต้นมา  พระพุทธศาสนาเสื่อมลงดังในประเทศอินโดนีเซีย  เพราะกษัตริย์ศรัทธานับถือศาสนาอิสลาม  จึงทำให้ประชาชนต้องนับศาสนานั้นด้วย  จนกลายเป็นศาสนาประจำชาติ  ในช่วงหลังได้มีพระสงฆ์จากไทย  ศรีลังกา  พม่า  เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท  จึงทำให้พระพุทธศาสนาได้รับการฟื้นฟูอยู่บ้าง  ส่วนมากเป็นผู้ที่มีเชื้อสายมาจากชาวจีน ลังกา พม่า และไทย  มีวัดหรือสำนักสงฆ์ตั้งอยู่เป็นบางแห่ง  เช่น ที่เมืองกัวลาลัมเปอร์และเมืองปีนังมีวัดไทยอยู่และมีพระสงฆ์ไทยไปจำพรรษาอยู่ที่นั่น   วัดไทยที่เมืองกัวลาลัมเปอร์สร้างขึ้นเมื่อปี  พ.ศ. 2503  ด้วยความรวมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลมาเลเซีย  ชื่อวัดเชตวัน  วัดไทยที่ปีนัง  ชื่อวัดไชยมังคลาราม
1.7  พระพุทธศาสนาในประเทศสิงคโปร์

            การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศสิงคโปร์มีลักษณะเช่นเดียวกับประเทศมาเลเซีย เพราะแต่ก่อนเคยอยู่ร่วมเป็นประเทศเดียวกันมาก่อน  และได้แยกตัวเป็นประเทศอิสระเมื่อ  พ.ศ. 2508 

            ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่เดินทางมาค้าขาย แล้วตั้งรกรากอยู่ที่นั้น  แล้วได้นับถือนิกายมหายานมาด้วย ซึ่งเป็นศาสนาที่แพร่หลายมากในประเทศนี้ มีวัดมหายานอยู่หลายแห่งรวมทั้งสมาคมทางศาสนา ซึ่งทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนา ตั้งโรงเรียนสอนหนังสือและรับผิดชอบเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วย  ในปัจจุบัน ยังมีคนนับถือนิกายเถรวาทอยู่บ้าง แต่ไม่มากเหมือนมหายาน ซึ่งมีวัดที่ไทยและวัดลังการวมอยู่ด้วย  วัดไทยที่สำคัญมี  2  วัด  คือ  วัดอนันทเมตยาราม  สร้างเมื่อปี   พ.ศ. 2479  และวัดป่าเลไลยก์ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2506    ในปัจจุบันมีผู้คนเข้าไปอาศัยอยู่ในประเทศสิงคโปร์มาก  จึงมีผู้นับถือศาสนาทั้งคริสต์ อิสลาม และพุทธศาสนารวมกันฯ

 

ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s